Audiolab : P-​DAC

Audiolab : P-​DAC > USB-​DAC แบบพกพา /​ขั้วต่อ USB-​C /​รองรับ Android 5.0 ขึ้นไป /​มีแอมป์ขยายหูฟังในตัว

เอ๊าต์พุตของ DAC/Amp ตัวเล็กๆ สมัยนี้มันไม่ได้เล็กจิ๋วสมกับขนาดตัวของมันเลยครับ หลายๆ ตัวที่ผมเคยลองฟังมาหลังๆ นี้พบว่ากำลังขับมันเยอะกว่าที่คาด ผิดไปจากขนาดตัวที่ตาเห็นมาก ดังนั้น ผมขอเตือนนะครับว่า อย่าได้ไปสบประมาทมันทีเดียวเชียว..!

Portable DAC ?

บอกตามตรงว่าผมยังไม่รู้หรอกว่าตัวอักษร “P” ที่มากับชื่อ P-​DAC นั้นทาง audiolab เค้าต้องการสื่อถึงอะไร.? แต่ผมเดาของผมไว้แบบนั้นเพราะว่าตัวเครื่องมันเล็กจิ๋ว กว้างไม่ถึงสองเซนติเมตร ยาวแค่ 5.7 ซ.ม. หนา 0.8 ซ.ม. และมีน้ำหนักแค่ 17 กรัม แค่นั้น เหมาะสำหรับพกพาออกไปใช้นอกสถานที่มาก ซึ่งตรงกับแคตากอรี่สินค้าที่พวกเขาระบุไว้คือ Mobile USB-​DAC

P-​DAC ผลิตในประเทศจีน แต่ออกแบบโดยทีมออกแบบเครื่องเสียง audiolab จาก UK ภาพลักษณ์ภายนอกนั้นยังคงออกมาแนวเรียบง่ายสไตล์อิงลิช ตัวเครื่องสีบรอนซ์เงิน รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าลบเหลี่ยมซะจนโค้งมน นุ่มละมุนมือ มีสายสัญญาณยาว 12.5 ซ.ม. ออกมาจากตัวเครื่อง ปลายด้านที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ใช้เล่นเพลงติดขั้วต่อ USB-​C ขนาด 1 x 2.5 ตร.ซ.ม. ทางฝั่งเอ๊าต์พุตของตัว P-​DAC ติดขั้วต่อมินิแจ๊ค 3.5 mm สำหรับส่งออกไปขับหูฟังโดยตรง หรือจะเชื่อมต่อกับสายสัญญาณ mini 3.5 mm > RCA หรือ mini 3.5 mm > mini 3.5 mm ก็ได้

กรณีที่คุณต้องการเอาสัญญาณเอ๊าต์พุตจากตัว P-​DAC ไปใช้ป้อนให้กับเครื่องเสียงภายนอกที่รองรับสัญญาณอะนาลอกทางช่องอินพุต RCA หรือ mini 3.5 mm ก็ได้ อย่างเช่น คนที่ใช้ลำโพงบลูทูธก็ใช้ได้ หรือแม้กระทั่งคนที่ใช้เครื่องเสียงบ้านก็สามารถนำ P-​DAC ไปใช้แทน external DAC ได้เช่นกัน น่าเสียดายที่ผมไม่มีรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องเสียงรถยนต์แบบที่มีอินพุต mini 3.5 mm ถ้าสามารถหาได้จะทดลองใช้งาน P-DAC ตัวนี้เป็นอินพุตกับเครื่องเสียงรถยนต์ดู ได้ผลยังไงจะมาอัพเดตเป็นข้อมูลให้อีกที

ความสามารถของภาค DAC

ณ วันที่ผมทดสอบ ข้อมูลเฉพาะของ P-​DAC ยังไม่ถูกบรรจุไว้ในเว็บไซต์ของ audiolab ข้อมูลเท่าที่ค้นพบได้จากกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ระบุว่าเป็น “Product Guide” ใส่มาในกล่องของ P-​DAC มีแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับตัว P-​DAC ไว้แค่ 5 ข้อ ข้อแรก บอกว่าอินพุตเป็นขั้วต่อ Type C (ก็คือ USB type C นั่นแหละ) ซึ่งให้มาแค่หนึ่งช่อง ส่วน ข้อสอง บอกว่าเอ๊าต์พุตของ P-​DAC ให้มาเป็นช่องเสียบขั้วต่อ mini 3.5 mm สำหรับเฮดโฟนหนึ่งช่อง ข้อสาม แจ้งว่า P-​DAC รองรับแซมปลิ้งเรตได้สูงถึง 24bit/​192kHz ข้อสี่แจ้งให้ทราบว่า P-​DAC รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android ตั้งแต่เวอร์ชั่น 5.0 หรือสูงกว่าขึ้นไป และข้อสุดท้ายเป็นข้อมูลสัดส่วนของ P-​DAC

เป็นที่น่าสังเกตว่า ตัว P-​DAC ใช้ขั้วต่ออินพุตแบบ USB Type C ซึ่งเป็นขั้วต่อสามัญสำหรับอุปกรณ์พกพาทางฝั่ง Android แต่จริงๆ แล้ว ตอนที่ P-​DAC ออกวางตลาด ทางฝั่ง Mac ก็ปล่อยโน๊ตบุ๊ครุ่น MacBook Pro ตัวใหม่ที่ใช้ช่องต่อ USB type C ออกมาแล้ว แต่ใน Product Guide ของ P-​DAC ไม่ได้แจ้งว่าตัว P-​DAC สามารถใช้งานร่วมกับช่อง USB-​C ของ Macbook Pro ตัวใหม่ได้หรือไม่.?

เอาล่ะซิ… ไม่ได้บอกแต่ใช้ได้ หรือว่าใช้ไม่ได้เลยไม่บอก แบบไหนกันแน่.? เพื่อให้เคลียร์คัตตัดปัญหา ผมก็มี Macbook Pro รุ่นที่ใช้ USB-C อยู่แล้ว ยกมาลองให้หายคาใจไปเลยดีกว่า จัดการจับขั้วต่อ USB-C ตัวผู้ของ P-DAC เสียบเข้ากับช่อง USB-C ตัวเมียของ Macbook Pro ของผมทันที ปรากฏว่าเสียบเข้าไปได้แนบสนิทดี (มันก็ควรจะเสียบได้ ไม่น่าประหลาดใจ) แสดงว่าสอบผ่านขั้นตอน hardware compatible แล้ว ทีนี้ก็เหลือแต่ขั้นตอน software compactible แล้วล่ะ..

Macbook Pro 13” /​2017 /​High Sierra
+ roon music player
+ audiolab P-​DAC

P-​DAC ใช้งานกับ OS X ของคอมพิวเตอร์แมคได้หรือเปล่า.? เพื่อให้หายสงสัย ทดสอบกันเลย ไม่ต้องเสียเวลาร่ายยาว คือระดับเลวร้ายสุด ถ้า software ระหว่าง MacBook Pro (OS X) กับ P-​DAC (driver) ไม่ compatible กัน MacBook Pro ของผมก็ต้องมองไม่เห็น P-​DAC หรือระดับที่เบาบางกว่านั้นก็คือ มองเห็นเป็นฮาร์ดแวร์ที่มาเสียบอยู่กับ MacBook Pro แต่ทำงานร่วมกันไม่ได้ มีอยู่แค่นี้เอง!

ผมเปิด Macbook Pro ของผมขึ้นมา จากนั้นก็เปิดโปรแกรม roon ขึ้นมาบน Macbook Pro เสียบขั้วต่อ USB-​C ตัวผู้ของ P-​DAC เข้าที่รูเสียบ USB-​C ของแมคบุ๊ค โปร จากนั้นก็เข้าไปที่เมนู Settings ของ roon แล้วไปที่หัวข้อ Audio เพื่อทำการ add ตัว P-​DAC เข้าไปเป็น endpoint หรือเอ๊าต์พุตตัวหนึ่งของโปรแกรม roon

ในภาพข้างบนนั้น โดยปกติแล้ว ถ้าไดเวอร์ที่มากับ ext.DAC ไม่รองรับการใช้งานร่วมกับ OS X ของแมคฯ เมื่อคลิ๊กเข้าไปที่หัวข้อเมนู “Audio” ของโปรแกรม roon จะไม่ปรากฏชื่อของ ext.DAC ตัวนั้นขึ้นมาที่หน้านี้ ดูจากวงกลมในภาพจะเห็นชื่อของบริษัทที่เขียนซอฟท์แวร์ไดเวอร์ที่ใช้กับตัว P-​DAC ด้วย ชื่อว่า Covia Inc. ซึ่งจากข้อมูลที่ผมพยายามค้นหาในอินเตอร์เน็ตพบว่ามีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์อยู่บริษัทหนึ่ง ชื่อตรงกันนี้คือ Covia Inc. เป็นบริษัทญี่ปุ่น ไม่แน่ใจว่าจะใช่บริษัทนี้หรือเปล่าที่เขียนไดเวอร์ให้กับ P-​DAC ตัวนี้ .???

เอาให้ชัดๆ ลงไปอีกระดับ ถ้าไดเวอร์ของ P-DAC มันสามารถทำงานร่วมกับโปรแกรม roon บนระบบปฏิบัติการณ์ OS X ของ MacBook Pro ได้จริงๆ ขั้นแรกคือ เราควรจะสามารถเข้าไปทำการปรับตั้งพารามิเตอร์ต่างๆ ในตัว P-DAC ได้ ส่วนขั้นที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ เราควรจะสามารถเล่นไฟล์เพลงบน roon แล้วส่งสัญญาณ PCM ไปให้ชิป DAC ในตัว P-DAC ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกได้ ถึงจะเรียกได้ว่า P-DAC กับ MacBook Pro มีความเข้ากันได้ (compatible) อย่างสมบูรณ์ ทั้งในระดับของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์

เพื่อให้ชัดๆ ไปเลยว่า ไดเวอร์ของ P-​DAC ถูกเขียนมาให้ทำงานร่วมกับโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงได้อย่างถึงขีดสุด ไร้ข้อจำกัดจริงๆ ผมจึงเลือกให้โปรแกรม roon เข้าไปควบคุมการทำงานของตัว P-​DAC แบบเบ็ดเสร็จด้วยการเปิดใช้ “exclusive mode” บน roon ซึ่งหากว่าไดเวอร์บนตัว P-​DAC ไม่ยอมให้โปรแกรม roon เข้าไปควบคุมการทำงานในตัวมัน เมื่อสั่งเล่นไฟล์เพลงบน roon จะไม่สามารถทำได้เพราะไดเวอร์บนตัว P-​DAC ไม่ตอบรับ

ที่ช่อง “Max Sample Rate (PCM)” และ “Max Bits Per Sample (PCM)” ในเมนู Device Setup ของโปรแกรม roon จะบอกให้เรารู้ว่า ภาคอินพุตในตัว ext.DAC ที่เชื่อมต่ออยู่กับเอ๊าต์พุตของโปรแกรม roon จะ “ยอมรับ” สัญญาณดิจิตัลจากโปรแกรมเข้าไปได้สูงที่สุดแค่ไหน.? ซึ่งจากภาพนี้เป็นการยืนยันให้เรารู้ว่า ภาคอินพุตของตัว P-​DAC รองรับสัญญาณ PCM จากภายนอกได้สูงถึงระดับ 32bit/​192kHz เลยทีเดียว.. ว้าวว!

ถ้าเป็นจริงตามนี้ กรณีที่เราไม่ได้ป้อนสัญญาณ 32bit/​192kHz เข้าไป ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า วงจรอัพแซมปลิ้งภายในตัว P-​DAC อาจจะทำการอัพฯ สัญญาณอินพุตเข้าไปถึงระดับนั้นก่อนส่งไปทำ digital filter แล้วส่งเข้าชิป DAC ก็เป็นได้

ภาพนี้เป็นการการันตีว่า P-​DAC กับโปรแกรม roon เชื่อมต่อกันได้อย่างแนบแน่น ซึ่งตัว P-​DAC เข้าไปปรากฏเป็นหนึ่งในโซนเอ๊าต์พุตของโปรแกรม roon แล้ว …

เมื่อลองเล่นไฟล์ FLAC 24/​192 บน roon แล้วส่งสัญญาณเอ๊าต์พุต PCM ออกไปที่ P-​DAC ปรากฏว่า roon สามารถส่งไปให้ P-​DAC เป็นสัญญาณ 24/​192 ได้เต็มๆ โดยไม่ต้องลดขนาดสัญญาณลงแต่อย่างใด (bit-​perfect transfer)

เพื่อให้ชัวร์จริงๆ ผมทดลองเล่นไฟล์ FLAC 24/​192 ตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนให้ roon ส่งสัญญาณเอ๊าต์พุต PCM ไปที่ซาวนด์การ์ดของ MacBook Pro ปรากฏว่า โปรแกรม roon ต้องทำการลดขนาดของสัญญาณลงออกมาทั้งในส่วนของ Bit Depth และ Sample Rate (ศรชี้ A) ก่อนจะส่งออกไปให้ซาวนด์การ์ดของ MacBook Pro (ศรชี้ B) เนื่องจากซาวนด์การ์ดของ MacBook Pro รองรับสัญญาณที่มีแซมปลิ้งเรตได้สูงสุดแค่ระดับ 96kHz เท่านั้น

สรุปว่า ตัว P-​DAC สามารถรองรับสัญญาณอินพุตได้ถึง 24/​192 เต็มๆ ตามที่ผู้ผลิตคือ Audiolab ได้แจ้งไว้ในสเปคฯ จริงๆ !!

คุณภาพและลักษณะเสียง
ที่ได้จากการทดลองฟังด้วย MacBook Pro + โปรแกรม roon

ในขั้นตอนทดลองฟังเสียงของ P-​DAC ในเงื่อนไขเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ MacBook Pro ครั้งนี้ ผมใช้หูฟัง 3 ตัวคือ

1. Shozy รุ่น Hibiki Special Edition (in-​ear)
– ความถี่ตอบสนอง : 20Hz-40,000Hz
– ความไว : 102 dB SPL@1mW
– อิมพีแดนซ์ : 18 โอห์ม@1kHz

2. NAD รุ่น VISO HP-​30 (On-​Ear)
– ความถี่ตอบสนอง : 20Hz-20,000Hz
– ความไว : –
– อิมพีแดนซ์ : 32 โอห์ม

3. AKG รุ่น K720/​65th (Full Size)
– ความถี่ตอบสนอง : 8Hz-39,800Hz
– ความไว : 105 dB SPL/​V
– อิมพีแดนซ์ : 62 โอห์ม

ผลการทดสอบทำให้ผมผิดหวัง เมื่อลองเปิดเพลงฟัง ปรากฏว่ามีเสียงออกมาตามปกติ แต่ความไม่ปกติไปปรากฏอยู่ที่ “วอลลุ่ม” เนื่องจากตัว P-DAC ไม่มีวอลลุ่มในตัว จึงต้องอาศัยวอลลุ่มของตัวโปรแกรม roon เข้าไปควบคุมระดับความดังของเสียงที่ออกมาจาก P-DAC ซึ่งสิ่งที่ผมผิดหวังก็คือว่า ระดับความดังของเสียงที่ปรากฏอกมาที่หูฟังมันมีอาการวูบวาบเมื่อเร่งวอลลุ่มขึ้นไปถึงระดับหนึ่ง ซึ่งจากระดับความดังจุดที่เริ่มเกิดออาการวูบวาบขึ้นไป ผมพบว่า บางระดับเสียงซ้าย–ขวาดังไม่เท่ากัน ซึ่งผมเดาว่าคงเป็นเพราะทาง Audiolab ยังไม่ได้ปรับจูนซอฟท์แวร์ไดเวอร์ในตัว P-​DAC ให้ mapping กับระดับขั้นวอลลุ่มของตัวโปรแกรมที่เล่นอยู่บน MacBook Pro ก็เป็นได้

สรุปคือ P-​DAC ยังไม่ compactible กับ MacBook Pro ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ติดอยู่ที่วอลลุ่มอย่างเดียว.. โอ้ยย! น่าเสียดายมาก เพราะน้ำเสียงที่ออกมามันมีแววดีมาก เมื่อเทียบกับเสียงจากภาค DAC และภาคขยายบนซาวนด์การ์ดของตัวคอมพิวเตอร์ เสียงที่ผ่าน P-DAC ทิ้งห่างไปไกลเลยทีเดียว

ลองทดสอบกับสมาร์ทโฟน Android

ด้วยความที่ผมไม่ใช่แฟน Android ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือแท๊ปเล็ตแอนดรอยด์อยู่กับตัวเลยสักชิ้น ผมจึงต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงที่ใช้สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ ผมเลือกคนที่อยู่ในแวดวงเล่นหูฟังมาช่วยทดลองฟังเสียงของ P-DAC ตัวนี้

ทีจริงแล้วมีเพื่อนเสนอตัวเข้ามา 3–4 คน แต่ผมมีโอกาสไปพบได้แค่ 2 คนเท่านั้น (ต้องขอโทษเพื่อนๆ ที่ไม่ได้ไปลองเล่นกันด้วยนะครับ ไว้โอกาสหน้าคงได้มีโอกาส จะขอไปรบกวนครับ)

คนแรกชื่อ “ฟิว” ชื่อเต็ม Pongpak Chotekhunapanit (ต้องขออภัยลืมถ่ายหน้าตาหล่อๆ มาโชว์ 555) งานหลักเป็น Networking Engineer อยู่ที่บริษัท Dimension Data Thailand งานอดิเรกเป็นนักทำสายอัพเกรดสำหรับหูฟัง รับจ้างทั่วราชอาณาจักร เล่นหูฟังมานานแล้ว

น้องฟิวใช้สมาร์ทโฟน Samsung รุ่น Galaxy S8 หลังจากลองฟังด้วยหูฟัง Hibiki ของ Shozy กับ VISO HP-​30 ของ NAD ได้สักพัก ผมถามว่าเป็นไง? น้องฟิวถอดหูฟังออกจากศีรษะแล้วพยักหน้า บอกว่า “ดี.. ลุง” เค้าเรียกผมว่าลุง ซึ่งผิดไปจากความเป็นจริงมาก แต่ช่างเค้าเถอะ.. ผมเลยดึงหูฟังจากมือฟิวมาลองฟังดูบ้าง เทียบกับต่อตรงเข้าที่รูเสียบหูฟังของ Samsung Galaxy S8

เนื่องจากตัว P-DAC ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขกำลังขับเอาไว้ เลยบอกไม่ได้ว่า P-DAC มีกำลังขับมาก–น้อยแค่ไหน แต่คะเนจากน้ำเสียงที่ได้ยินเมื่อเล่นกับ Galaxy S8 ผมพบว่า ในแง่ความดังที่เป็นเดซิเบลไม่ต่างกันมากเมื่อวัดด้วยหู แต่สิ่งที่ต่างกันเยอะมากก็คือ resolution หรือภาษาไทยต้องใช้คำว่า “รายละเอียด”

เสียงจากภาคขยายของ Galaxy S8 ทำให้ Hibiki กับ VISO HP-​30 ให้เสียงเพลงออกมาได้แบบฟังพอเอาเพลิน โดยรวมออกนวลๆ นัวๆ แต่พอผ่าน P-​DAC น้ำเสียงโดยรวมเปลี่ยนไปเป็นกระฉับกระเฉง เห็นเนื้อเห็นตัวของแต่ละเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ละตัวเสียง (image) มีทรวดมีทรงองค์เอวมากขึ้น ลักษณะการขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวก็มีลีลาที่สอดรับกับเพลงมากขึ้น ฟังแล้วลงลึกในอรรถรสของเพลงได้มากกว่าเยอะ เหนือชั้นกว่าฟังเอาเพลินไปหลายระดับเลย “สามพันกว่าไม่แพงครับ..!” น้องฟิวสรุปทิ้งท้ายก่อนจะลุกขึ้นและไปจากร้านเงือกเขียว

อาสาร่วมทดสอบคนที่สองชื่อเล่นว่า “แซมเบ้” แต่เพื่อนๆ ชอบเรียกว่า “เบเบ้” ชื่อจริงคือ Nuthapon Eiei Thanasinsawat อาชีพหลักทำงานอยู่ที่ Thai-​Nichi Institute of Technology (TNI) สมาร์ทโฟนคู่กายของแซมเบ้คือ Huawei P10 ซึ่งภาค DAC และ Amp ในตัวของมันเองก็ไม่ขี้ไก่ ฟังเพลงได้เรื่องพอสมควร ขับดัน Hibiki กับ VISO HP-​30 ออกมาได้อรรถรสพอสมควร แต่พอเสียบ P-DAC เข้าไป หนังก็เปลี่ยนม้วน ทุกเสียงดูเข้มข้นทันที เหมือนเปลี่ยนจากภาพสีน้ำมาเป็นสีน้ำมัน ตัวเสียงแต่ละชิ้นมีโฟกัสที่เด่นชัดลอยตัวขึ้นมามากขึ้น แยกส่วนออกมาจากกันมากขึ้น ทำให้รับรู้ถึงความเป็นตัวตนของแต่ละเสียงได้ชัดขึ้น นับจำนวนชิ้นดนตรีในเพลงนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น ติดตามลีลาการเคลื่อนไหวของตัวโน๊ตได้ง่ายขึ้น ทำให้ฟังเพลงแล้วจับใจความได้ชัดเจนมากขึ้น และนั่นคือเหตุที่ทำให้ฟังผ่าน P-DAC แล้วได้ความเป็นดนตรีสูงกว่าเสียบผ่านรูเสียบหูฟังของตัว Huawei P10 เอง

“มันโฟกัสดีขึ้นนะ เสียงเข้มขึ้นด้วย..” น้องแซมเบ้พึมพำออกมาหลังจากตั้งใจฟังสลับไปๆ มาๆ อยู่สองรอบ หลังจากนั่งฟังต่อเนื่องไปอีกสักพัก แซมเบ้ก็หันมาบอกว่า “ใช้ P-DAC แล้วเสียงดีขึ้นชัดเจนครับ.!”

ผมมีโอกาสฟังคู่ Huawei P10 + P-​DAC ไม่มากนัก แต่ก็จับประเด็นได้ไม่ยาก เพราะความแตกต่างมันค่อนข้างชัด ตอนขับด้วยภาค DAC + Amp ในตัว P10 เหมือนภาพปั้นที่ยังไม่ลงมือสลักเสลา ความคมชัดของตัวเสียงก็เลยยังไม่เนี๊ยบ พอเสียบ P-DAC เข้าไป เหมือนช่างลงมือสลักเสลาจนได้ที่แล้ว ส่วนโค้งส่วนเว้าของทรวดทรงปรากฏออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน จังหวะลีลาของเพลงก็ขยับเคลื่อนด้วยความแม่นยำมากขึ้น ตรงตามสปีดของเพลงมากขึ้น ฟังสนุกขึ้น สดขึ้น

ความเห็นของผม

ถ้าคุณเป็นแฟน Android ใช้สมาร์ทโฟนที่ใช้ Android OS ตั้แต่เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป และคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลง แนะนำให้หาหูฟัง in-​ear เล็กๆ กับ P-​DAC ตัวนี้ติดตัวไว้ ควักออกมาฟังได้ทุกที่ทุกเวลา ขณะที่คุณมีอารมณ์อยากจะฟังเพลง P-​DAC จะทำให้การฟังเพลงในช่วงเวลานั้นๆ ของคุณมีความหมายมากยิ่งขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการฟังเพลงมากเป็นพิเศษ เป็นคนที่ “เสพดนตรี” มากกว่าแค่ฟังเอาเพลิน แต่ชอบที่จะฟังแบบดิ่งลึกลงไปในอารมณ์ของเพลง ชอบเก็บเกี่ยวรายละเอียดของเพลงออกมาให้มากที่สุด P-​DAC จะทำให้คุณสามารถเสพเพลงได้ลึกถึงอารมณ์แบบนั้นได้ทุกที่.. ทุกเวลา.! /​

***************
ราคา : 3,900 บาท /​อัน (*ราคาโปรโมชั่น จากราคาเต็ม 5,000 บาท)
***************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ไฮ–ไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02–881-7273–5
***************
หาซื้อได้ที่ :
HifitowerShop | Link

Audiolab : P-DAC > USB-DAC แบบพกพา / ขั้วต่อ USB-C / รองรับ Android 5.0 ขึ้นไป / มีแอมป์ขยายหูฟังในตัว